สารอันตรายในครีมบำรุงผิว

สารอันตรายในครีมบำรุงผิว

1.น้ำหอมสังเคราะห์ (Synthetic Fragrances)

โดยเฉพาะน้ำหอมที่ใช้สารสังเคราะห์จำพวกปิโตรเลียม เช่น อนุพันธ์ของเบนซีนและอัลดีไฮด์ (Aldehyde) สารพทาเลท (phthalates) สารพาราเบน (paraben) หรือสารฟีนอล (phenol) ฯลฯ จากข่าวของสำนักข่าว AFP ได้รายงานผลการศึกษาของกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา (EWG) ระบุว่า เครื่องสำอางชื่อดังที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วโลก มีสารอันตรายเจือปน สามารถทำให้สตรีคลอดลูกออกมาพิการได้ สารอันตรายดังกล่าวมีชื่อว่า “พทาเลท (Phthalate)” เป็นสารเคมีที่ใช้ละลายผสมในน้ำหอมและเครื่องสำอางเพื่อทำให้น้ำหอมมีกลิ่น ติดทนนาน โดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้านสุขอนามัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Environmental Working Group : EWG) ได้นำผลิตภัณฑ์ความงามที่วางจำหน่ายในตลาดไปทดสอบแล้ว พบว่า ในน้ำหอมมีสารพทาเลท (phthalates)” เจือปนอยู่ในผลิตภัณฑ์ถึงร้อยละ 72 ในจำนวนผลิตภัณฑ์ที่นำมาทดสอบ พบว่า มีเครื่องสำอางยี่ห้อดังระดับโลกหลายยี่ห้อรวมอยู่ด้วย เอ เอฟ พี ระบุว่า เครื่องสำอางที่ตรวจพบสาร “พทาเลท (Phthalate)” เช่น น้ำหอม poison ของ Christian Dior นอกจากนี้ ยังพบในเครื่องสำอางยี่ห้อ Calvin Klein,  Revlon และ Procter :Gamble (P&G) ในผลการศึกษาระบุว่าผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่น่าเป็นห่วงที่สุดเพราะมีสาร “พทาเลท (Phthalate)” อยู่ในปริมาณมาก อาทิ น้ำหอมเรดดอร์ ( Red door) ของเอลิซาเบธอาร์เดน โดยพบสาร “ พทาเลท” ในปริมาณสองหมื่นแปดต่อหนึ่งล้านส่วนของปริมาณน้ำหอม และกลุ่ม EWG ได้ยกตัวอย่างสารเคมีอันตรายของพทาเลทในรูปอื่นๆ เช่น สารไดเอทธิล พทาเลท (diethyl phthalate) ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบอยู่ในวิถีชีวิตของชาวอเมริกันมากถึง 97% และจากการศึกษาพบว่าสารนี้อาจมีผลทำให้อสุจิถูกทำลาย และและสาร musk ketone เป็นสารที่ใช้เป็นสารให้กลิ่นหอมในน้ำหอม  มีคุณสมบัติตกค้างยาวนานมากและสะสมได้ดีมากในสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน และเต้านม

ในเวลาเดียวกัน เมื่อเราเลี่ยงน้ำหอมแล้ว ก็ควรเลี่ยงสารเคมีจำพวก Mineral Oil ที่มากับน้ำหอมด้วย เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังอุดตัน เกิดการแพ้ แล้วหันมาใช้น้ำมันที่สกัดมาจากพืชแทนที่ เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันโจโจบา เป็นต้น การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ จะลดความเสี่ยงได้หลาย ๆ ทางและยังเป็นมิตรกับการทำงานในร่างกายจริง

2.สารเคมีจำพวก Mineral Oil

สารเคมีจำพวกมิเนอรัลออยล์ (Mineral Oil) เป็นสารที่ได้มาจากสารปิโตรเคมิคอล ใช้เป็นสารทำความหล่อลื่นในเครื่องสำอาง พบได้ในโลชั่น  มอยเจอร์ไรเซอร์ ครีมล้างหน้า อายครีม ฯลฯ ซึ่งมีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ จึงไม่สามารถซึมลงไปใต้ผิวหนังอย่างที่เคยคิดกัน แม้จะไม่ก่อให้เกิดโทษร้ายแรงแต่ก็ไม่มีประโยชน์ต่อผิว แต่สาร Mineral Oil อาจทำให้ผิวหนังมีผื่นแดง และยังทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขน ซึ่งมีผลทำให้น้ำและสารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงเซลล์ผิวได้เท่าที่ควร สาร Mineral Oil ชนิดนี้มักใช้ผสมในเครื่องสำอางเพื่อการบำรุง เพราะจะทำให้ผู้ใช้สัมผัสได้ถึงผิวที่เรียบเนียน และชุ่มชื่น แต่ความจริงแล้วที่ผิวเรียบเนียนและชุ่มชื่น เพราะ Mineral Oil ไปเคลือบผิว และอุดรูขุมขน จึงทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องสำอางที่ดีต่อผิว
ความเข้าใจผิดอีกประการที่มักพบเจอได้ทั่วไปของผู้ที่ชื่นชอบการนวดน้ำมัน หอมระเหย คือ ใช้หัวน้ำมันหอมผสมกับ Mineral Oil แทนที่จะเป็นน้ำมันจากธรรมชาติชนิดอื่น นอกจาก Mineral Oil จะอุดตันรูขุมขนแล้ว ยังไปเคลือบผิวทำให้สารจากน้ำมันหอมไม่สามารถซึมลงสู่ผิวได้

3.สารกันเสียกลุ่มพาราเบน (Paraben Preservatives)

สารกันเสียพาราเบนเราสามารถพบได้ในเครื่องสำอางส่วนใหญ่ ใช้ในการยืดอายุของส่วนผสมอื่น ๆ ในเครื่องสำอาง เนื่องจาก มีราคาถูกจึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรูปของเมธิลพาราเบน (Methylparaben) และเอธิลพาราเบน (Ethylparaben) สารกันเสียในกลุ่มพาราเบนนี้จะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มอันตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้มากโดยเฉพาะมะเร็งเต้านม ถึงจะมีการกำหนดให้ใช้ในปริมาณน้อยก็ตาม และที่สำคัญสารกันเสียในกลุ่มพาราเบนก็เป็นสารที่สามารถเข้าไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย

4.สารกันเสียกลุ่มยูเรีย (Urea)

ชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ Imidazolidinyl Urea and Diazolidinyl Urea หรือ DMDM hydantoin และ Sodium hydroxymenthylglycinate เหล่านี้เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่งที่สามารถปล่อยก๊าสฟอมัลดีไฮด์ได้ และเป็นสาเหตุหลักของโรค Dermatitis หรือโรคผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งชื่อทางการค้าที่ผู้ผลิตอาจจะใช้เพื่อหลีกเลี่ยงชื่อนี้ทางอ้อมก็คือ Germall II and Germall 115 โดยเฉพาะ Germall 115 และมีแนวโน้มว่า จะทำลายเซลล์ผิวด้วย

5.กลุ่มสารให้ความชุ่มชื้น 1,4-dioxane

กลุ่มสารให้ความชุ่มชื้นนี้เป็นสารก่อมะเร็งในรูปแบบของสารเคมี ซึ่งจะปรากฏได้เมื่อไปผ่านกระบวนการผสมกับ ethylene oxide สารประกอบที่มักมีส่วนผสมของของ ethylene oxide ได้แก่ sodium laureth sulfate (ซึ่งเรามักจะพบในสบู่อาบน้ำหรือแชมพู) และ polyethylene glycol (ซึ่งมักเขียนไว้หลังขวดว่า PEG) เพื่อหลีกเลี่ยงสารก่อนมะเร็งตัวนี้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่มีส่วนผสมดังต่อไปนี้ oleth, laureth, myreth, ceteareth (หรือสารเคมีอื่น ๆ ที่ลงท้ายด้วย –eth), polyethylene, PEG, polyethylene glycol, polyoxyethylene หรือ oxynol สารเคมีในกลุ่มนี้ มักจะสกัดมาจากปิโตรเคมิคอล ถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางอย่างแพร่หลาย เพราะราคาไม่แพง ซึ่งมักจะผสมในครีมและโลชั่นเพื่อให้เป็นสารให้ความชุ่มชื้น ซึ่งมีคุณสมบัติเด่น คือ ทำให้ผิวนุ่มลื่นได้พร้อม ๆ กับ การทำให้ผิวค่อย ๆ เกิดริ้วรอย และที่สำคัญ คือ สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ด้วย

Open

Close